บทความระบบกำลังสำรองของต่างประเทศ

บทความระบบกำลังสำรองของต่างประเทศ

บทความที่กำลังพลสำรองควรศึกษา และประชาชนทั่วไปควรเข้าใจ

ว่าที่ พ.ต.ชาญวิทย์  บ่วงร
นายทหารการยิงสนับสนุน (กำลังพลสำรอง กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 25)
นายทะเบียน ชมรมการกำลังสำรองแห่งประเทศไทย

กรณีศึกษา ระบบกำลังสำรองของต่างประเทศ เพื่อพัฒนาระบบกำลังสำรองในประเทศไทย ดังต่อไปนี้

1. ระบบกำลังสำรองของประเทศสหรัฐอเมริกา

กำลังรบหลักของสหรัฐอเมริกา (TOTLE FORCE) ประกอบด้วยกำลัง 2 ส่วน คือ กำลังประจำการและกำลังสำรอง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ SESERVE และ NATIONAL GUARD โดยมีระบบต่าง ๆ ดังนี้

1.1 ระบบการผลิตกำลังพลสำรอง

1.1.1 พลทหารกองหนุน รับจากชายหรือหญิงซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วน เข้ารับการฝึกขั้นต้น (ชาย 12 สัปดาห์ , หญิง 8 สัปดาห์) เมื่อสำเร็จการฝึกจะได้รับการแต่งตั้งเป็นพลทหาร

1.1.2 นายทหารประทวนกองหนุน ได้จากพลทหารกอหนุนซึ่งเติบโตขึ้นไปตามแนวทางรับราชการที่กำหนด จนถึง จ.ส.อ.

1.1.3 นายทหารสัญญาบัตรกองหนุน ได้จากแหล่งผลิต 2 แห่ง คือ นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตร OFFICER CANDIDATE SCHOOL (OCS) ซึ่งมีการสอนในทุกรัฐใช้เวลาศึกษา 2 ปี และหลักสูตร RESERVE OFFICERS TRAINING CORPS (ROTC) ใช้เวลาศึกษา 2 – 4 ปี ซึ่งเติบโตตามแนวทางรับราชการทหารที่กำหนด จนถึง พล.อ.

1.2 ระบบการควบคุมกำลังพลสำรอง

1.2.1 ประเภทกำลังพลสำรองแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1.2.1.1 กำลังพลสำรองพร้อมรบ รับจากกำลังพลสำรองอาสาสมัครโดยมีระยะเวลาเป็นกำลังพลสำรองประเภทนี้ 8 ปี กำลังพลสำรองประเภทนี้บรรจุอยู่ในหน่วยทหารกองหนุน (Reserve) และหน่วยรักษาดินแดน (National Guard) สามารถเรียกเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ทันทีแบ่งเป็นกำลังพลสำรองประจำหน่วยและกำลังพลสำรองพร้อมรบประเภทบุคคล

1.2.1.2 กำลังพลสำรองเตรียมพร้อม ได้แก่กำลังพลสำรองพร้อมรบที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบ 8 ปีมีปัญหาส่วนตัวไม่สามารถเข้ารับการฝึกตามแผนได้ขอเปลี่ยนประเภทเป็นกำลังพลสำรองประเภทนี้ หากจะใช้ต้องเรียกเข้ามารับการฝึกทบทวนระยะหนึ่งจึงจะออกปฏิบัติหน้าที่ได้

1.2.1.3 กำลังพลสำรองนอกประจำการ ได้แก่กำลังพลสำรองที่ปฏิบัติหน้าที่ครบตามสัญญา ขอลาออกแต่ยังมีความรู้ความสามารถบางอย่างที่เป็นประโยชน์ โดยควบคุมระยะเวลาเป็น 3 ขั้น จนถึงอายุ 60 ปี

1.2.2 การควบคุม หน่วยจะติดต่อกับกำลังพลของหน่วยอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยเน้นหนักไปที่กำลังพลสำรองพร้อมรบประเภทประจำหน่วยและได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างกว้างขวาง

1.2.3 ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่ใช้ระบบเกณฑ์ทหาร แต่ใช้ระบบอาสาสมัครแทน คงมีกฎหมายให้ประชาชนอายุครบ 18 ปี ต้องไปลงทะเบียนไว้ นับว่าเป็นการควบคุมกำลังสำรองวิธีหนึ่ง

1.3 ระบบการเรียกพลหรือระดมพล

1.3.1ในยามปกติเป็นการเรียกพลเข้ารับการฝึกตามตารางกำหนดเวลา ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา เพราะใช้การอาสาสมัครและทำสัญญา หน่วยเป็นที่เรียกเข้ารับการฝึกตามเวลา อย่างไรก็ตาม หากกำลังพลสำรองไม่มารายงานตัว จะมีมาตรการดำเนินการจากเบาไปหาหนักจนถึงขั้นลงโทษตามกฎหมาย

1.3.2 เนื่องจากเป็นประเทศ ห่างไกลจากภัยสงคราม และนโยบายป้องกันประเทศโดยรอบคอบประเทศเป็นหลัก มีเวลาในการเตรียมการนานพอสมควร จึงไม่ได้กำหนดเวลาระดมพลไว้แน่นอน การระดมพลจะกระทำในยามฉุกเฉินออกเป็นกฎหมายบังคับโดยรัฐสภาหรือประธานาธิบดีเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ โดยมีการระดับของการระดมพลและห้วงเวลาต่าง ๆ กัน จากการระดมพลโดยประธานาธิบดี , การระดมพลเป็นส่วน , การระดมพลตามอัตราเต็ม จนถึงการระดมพลเต็มขนาดใหญ่ในที่สุด

1.4 ระบบการฝึกศึกษากำลังพลสำรอง

1.4.4 กำลังพลสำรองจะได้รับการฝึกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งการฝึกออกเป็น

1.4.1.1 การฝึกขั้นต้น สำหรับบุคคลที่ไม่เคยเป็นทหารมาก่อน (ชาย 12สัปดาห์, หญิง 8 สัปดาห์) เมื่อจบการฝึกจึงจะเริ่มปฏิบัติงานที่หน่วย

1.4.1.2 การฝึกประจำหน่วยในวงรอบ 1 ปี กำลังพลสำรองต้องฝึกกับหน่วยโดยฝึกรวม 48 ครั้ง ครั้งละ 4 ชั่วโมง เฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ (วันละ 2 ชั่วโมง) เท่ากับปีละ 24 วันและฝึกประจำปี 2 สัปดาห์ โดยเป็นการฝึกอบรม

1.4.2 โดยสรุป กำลังพลสำรองประจำหน่วยทุกนายจะเข้ารับการฝึกปีละ 38 วัน หรือมีเวลาฝึกเป็น 1 ใน 6 ของกำลังประจำการ

1.5 ระบบการบรรจุและการใช้กำลังพลสำรอง 2

1.5.1 กห.สรอ. ได้อนุมัติให้บรรจุกำลังพลสำรองประจำหน่วย เป็นปี ๆ ไป เช่นในปีงบประมาณ 2538 ได้บรรจุดังนี้ (ปี 2535 – 2542 บรรจุในระดับใกล้เคียงกัน)  

1.5.1.1 หน่วยกำลังรักษาดินแดน ทบ. (Army National Guard) 400000 คน

1.5.1.2 หน่วยกองหนุน ทบ. (Army Reserve) 242,000 คน

1.5.1.3 หน่วยกองหนุน ทร. (Naval Reserve) 102,960 คน

1.5.1.4 หน่วยกองหนุน นาวิกโยธิน (Marine Reserve) 42,000 คน

1.5.1.5 หน่วยกำลังรักษาดินแดน ทอ. (Air Force National Guard) 115,581 คน

1.5.1.6 หน่วยกองหนุน ทอ. (Air Force Reserve) 648 คน

1.5.1.7 หน่วยป้องกันชายฝั่ง (Coast Guard Reserve) 8,000 คน

1.5.2 ในจำนวนนี้ได้อนุมัติบรรจุกำลังพลสำรองให้ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา เช่น เดียวกับกำลังประจำการประมาณ 65 % ของอัตราเต็ม

1.5.2.1 หน่วยงานรักษาดินแดน ทบ. (Army National Guard) 23,650 คน

1.5.2.2 หน่วยกองหนุน ทบ. (Army Reserve) 11,940 คน

1.5.2.3 หน่วยกองหนุน ทร. (Naval Reserve) 17,510 คน

1.5.2.4 หน่วยกองหนุน นาวิกโยธิน (Marine Reserve) 2,285 คน

1.5.2.5 หน่วยกำลังรักษาดินแดน ทอ. (Air Force National Guard) 9,098 คน

1.5.2.6 หน่วยกองหนุน ทอ. (Air Force Reserve) 648 คน

1.5.3 โดยสรุป อัตราส่วนการบรรจุกำลังประจำการและกำลังพลสำรองของ ทบ.สรอ. เป็น 44 : 56 เปอร์เซ็นต์ ดังนี้

1.5.3.1 หน่วยประจำการ 44.28 เปอร์เซ็นต์

1.5.3.2 หน่วยกองหนุน 21 เปอร์เซ็นต์

1.5.3.3 หน่วยกำลังรักษาดินแดน 34.72 เปอร์เซ็นต์

1.5.4 งบแระมาณด้านกำลังพล (26700 ล้านเหรียญ) (ปี 2538 – 2542 ใกล้เคียงกัน) จัดสรรให้หน่วยประจำการ 81.3 % และหน่วยกำลังสำรอง 18.7 %

1.6 สิทธิและผลประโยชน์ของกำลังพลสำรอง

1.6.1 ด้วยเหตุที่กองทัพ สรอ. ได้เปลี่ยนระบบ การตรวจเลือกทหารมาเป็นระบบอาสาสมัคร ด้วยเหตุผลทางการเมืองหลังจากสงครามเวียตนาม จึงต้องพยายามชักชวนประชาชนเข้ามาสู่ระบบอาสาสมัครโดยเสนอสิ่งจูงใจ เช่น สิทธิ ผลประโยชน์แก่กำลังพลสำรองอย่างมาก ซึ่งต้องใช้จ่ายตอบแทนสูงมากแต่ก็คุ้มค่า เนื่องจากความมีประสิทธิภาพของกำลังพลสำรองเข้าร่วมปฏิบัติการถึง 2 ใน 3 ของกำลังทหาร สรอ.

1.6.2 สิทธิและผลประโยชน์จะได้มาจาก 2 แห่ง คือ จากรัฐบาลกลางและจากมลรัฐ

1.6.3 สิทธิและผลประโยชน์จากรัฐบาลกลาง

1.6.3.1 รายได้ต่อปี (1,340 – 17,146 เหรียญ) ยศ พลฯ – พล.อ.

1.6.3.2 สามารถเลื่อนยศได้ถึง พล.อ. (พล.ท. ตำแหน่ง ผบ.พล.หรือเทียบเท่า) ในปัจจุบันได้มีการแต่งตั้งยศ พล.อ. ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถตามกฎหมายกำหนด

1.6.3.3 ผู้ร่วมโครงการ OCS และ ROTC ได้รับทุนการศึกษา ได้เครดิตเข้ามหาวิทยาลัยหรือได้รับเบี้ยเลี้ยง (เรียนฟรี มีเบี้ยเลี้ยง)

1.6.3.4 ได้สิทธิการรักษาพยาบาล การใช้ร้านค้าสวัสดิการ ทั้งตัวเองและครอบครัว เช่นเดียวกับข้าราชการในประเทศไทย

1.6.3.5 รับราชการครบสัญญา ได้รับโบนัส (1,500 เหรียญขึ้นไป)

1.6.3.6 รับราชการครบ 20 ปี ได้รับบำนาญ

1.6.3.7 ผู้บรรจุในตำแหน่งพิเศษ เช่น นักบิน แพทย์ จะได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษ

1.6.3.8 ได้รับการแจกจ่ายเครื่องแต่งกาย เช่นเดียวกับกำลังประจำการ

1.6.4 สิทธิและผลประโยชน์ทีได้จากมลรัฐ (ไม่เหมือนกันทุกมลรัฐ)

1.6.4.1 ยกเว้นภาษีต่อใบอนุญาตขับขี่รถยนต์

1.6.4.2 ทุนการศึกษา (เรียนฟรีในระดับปริญาตรี-โท-เอก)

1.6.4.3 การประกันชีวิต ตามวงเงินที่กำหนด

1.6.4.4 การลดหย่อนภาษี

1.6.4.5 ในระหว่างถูกระดมพลและออกปฏิบัติหน้าที่ เป็นกฎหมายที่หน่วยงานเดิมไม่ว่าภาครัฐบาลและภาคเอกชนต้องสงวนตำแหน่งไว้ได้

1.6.4.6 ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรและองค์การต่าง ๆ ภาคเอกชน ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาสำหรับกิจการกำลังสำรองอีกมากมาย รวมทั้งภาครัฐบาลตั้งแต่ระดับรัฐสภาจนถึงประชาชนอย่างดียิ่ง

 

2. ระบบกำลังสำรองประเทศอิสราเอล

2.1 ระบบการผลิตกำลังพลสำรอง เนื่องจากเป็นประเทศ ประชากรที่น้อย (4 ล้านเศษ) จึงระดมทรัพยากรทุกชนิดและอาศัยระบบกำลังสำรองที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้กฎหมายบังคับพลเมืองผนึกกำลัง ดังนี้

2.1.1 พลทหารกองหนุน ได้แก่ ประชาชนทุกคนที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ทั้งชายและหญิง โดยชายบรรจุเข้ารับราชการ 3 ปี หญิง 2 ปี แล้วปลดเป็นกำลังพลสำรองจนกว่าอายุ 55 ปี (ชาย) และอายุครบ 34 ปี (หญิง) จึงพ้นราชการ

2.1.2 นายทหารประทวนกองหนุน ได้จากพลทหารกองหนุนที่มีผลการฝึกศึกษาและผลการปฏิบัติงานดีเลื่อนขึ้นมา

2.1.3 นายทหารสัญญาบัตรกองหนุน อิสราเอลไม่มีโรงเรียนนายร้อยแต่ได้จากนายทหารประทวนที่ผ่านการทดสอบไอคิวและความรู้ความสามารถแล้วได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาโรงเรียน(หลักสูตร 3 – 5 เดือน) แล้วจึงไปเข้าโรงเรียนเหล่าที่ตนสมัครใจตามแนวทางรับราชการ

2.2 ระบบการควบคุมกำลังพลสำรอง ประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ ดังนี้

2.2.1 กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่ง

2.2.2 เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของหน่วยและกองทัพอิสราเอล ด้วยการประสานความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนของกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ป้องกันฝ่ายพลเรือนกลาโหม

2.2.3 เครื่องมือในการควบคุม

2.2.3.1 บัญชีบรรจุกำลังหรือบัญชีเรียกพลของหน่วยทหาร

2.2.3.2 เจ้าหน้าที่กำลังพลของหน่วยที่ถือบัญชีบรรจุกำลัง

2.2.3.3 บัญชีคุมของฝ่ายปกครอง และหน่วยป้องกันฝ่ายพลเรือน

2.2.4 ชาวอิสราเอลทุกคนทั้งชายและหญิง จะต้องเป็นทหารประจำการ (ชาย 3 ปี หญิง 2 ปี)

2.3 ระบบการเรียกพลหรือระดมพล

2.3.1 ระบบการเรียกพล และระดมพลมี 2 ระบบ

2.3.1.1 ระบบไม่เปิดเผย โดยจ่ายคำสั่งเรียกพลถึงตัวกำลังพลสำรองทุกนายโดยใช้ศูนย์เรียกพล และระดมพลในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการ

2.3.1.2 ระบบเปิดเผย ใช้ประกาศทางสื่อสาธารณะทุกชนิด เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องขยายเสียง ฯลฯ

2.3.2 ทั้งสองระบบจะใช้เวลาในการเรียกพลหรือการระดมพลให้พร้อมรบได้ในเวลาใกล้เคียงกัน คือ ภายใน 18 -24 ชม. ตามปกติภายใน 6 -8 ชม. ทหารกองหนุน (กำลังพลสำรอง) ทีได้รับมอบหมายหน้าที่ในการเรียกพลจะสามารถดำเนินการเรียกพลของตนเองแทนทหารประจำการได้ถือว่าดีที่สุดในโลกขณะนี้

2.4 ระบบการฝึกศึกษากำลังพลสำรอง

2.4.1 กฎหมายบังคับให้กำลังพลสำรอง จะต้องเข้ารับการฝึกประจำปี ปีละไม่เกิน 42 วัน หากจำเป็นอาจถึง 60 วันหรือมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของหน่วยทหารที่กำลังพลสำรองถูกบรรจุอยู่

2.4.2 หลักสูตรการฝึกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การฝึกขั้นพื้นฐานและการฝึกขึ้นก้าวหน้า โดยการฝึกจะสลับกันปีเว้นปี เนื่องจากจำกัดด้วยงบประมาณ

2.4.3 การฝึกจะทำที่ฐานฝึกซึ่งกระจายอยุ่ทั่วประเทศ โดยผู้บังคับหน่วยจะนำทหารของตนไปฝึก ณ ฐานฝึกภายใต้การควมคุมของผู้บังคับฐานฝึก

2.4.4 ก่อนฝึกทหารจะได้รับการฝึกทบทวน 2 – 3 วัน และได้รับการฝึกแบบจำลองอีกหลายครั้ง

2.4.5 การฝึกจะเน้นเฉพาะเรื่องการปฏิบัติในสนามรบเท่านั้น การฝึกเป็นกองพันกระทำทุกปี การฝึกระดับกองพลน้อยฝึกทุก 2 ปี และระดับกองพลทุก 2 ปี

2.4.6 กำลังพลสำรองเข้าเรียนในโรงเรียนเหล่าเช่นเดียวกับกำลังพลประจำการ

2.4.7 การเลื่อนยศของกำลังพลสำรอง เลื่อนตามผลการศึกษาและผลการปฏิบัติงานถึงยศ พล.จ.

2.5 ระบบการบรรจุและการใช้กำลังพลสำรอง

2.5.1 หน่วยทหารประจำการ (มี 3 กองพล) บรรจุดังนี้

2.5.1.1 กำลังพลสำรองประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วยทหารประจำการ 30 เปอร์เซ็นต์

2.5.1.2 สำหรับกำลังประจำการ 30 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วยทหารอาชีพ 10 เปอร์เซ็นต์ และทหารเกณฑ์ 20 เปอร์เซ็นต์

2.5.2 หน่วยกองหนุน (มี 12 กองพล)

2.5.2.1 บรรจุทหารประจำการเฉพาะตำแหน่งสำคัญ ๆ เพื่อให้หน่วยดำรงอยู่ได้ประมาณ 4 – 5 % ที่เหลือบรรจุกำลังพลสำรอง

2.5.2.2 ยุทโธปกรณ์หลักของพลหนุนใช้เก็บไว้ในถุงควบคุมความชื้น ในระบบเก็บแห้งพร้อม สป. สามารถปฏิบัติการได้ใน 2 – 5 นาที

2.5.3 การใช้จะใช้กองหนุนเช่นเดียวกับกำลังพลประจำการ แต่จะมอบพื้นที่ความรับผิดชอบและภารกิจที่มีความสำคัญน้อยกว่า

2.5.4 โดยสรุป กองทัพอิสราเอลประกอบด้วยกำลังทหารกองหนุน (กำลังพลสำรอง) เป็นหลัก มีทหารประจำการเพียงส่วนน้อยหมุนเวียนพลเมืองให้เข้ามารับใช้ประเทศชาติทุกคนโดยไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะเดียวกันสามารถรักษาความพร้อมรบของกองทัพไว้ได้ตลอดเวลา

2.6 สิทธิและผลประโยชน์ของกำลังพลสำรอง

2.6.1 ได้รับการเลื่อนฐานะเลื่อนตำแหน่ง โดยถือผลการศึกษา การปฏิบัติงานและประสบการณ์ เป็นมูลฐานในการพิจารณา

2.6.2 ได้เบี้ยเลี้ยง เงินเดือน ตามที่ตนเองได้รับจากบริษัท ห้างร้าน และหน่วยงานที่ตนเองสังกัด ระหว่างถูกเรียกเข้ากองประจำการ

2.6.3 รัฐบาลจ่ายให้เฉพาะ สป. บำรุงความสุขประจำตัวเล็กน้อย เช่น บุหรี่ ขนม อาหารพิเศษ

2.6.4 ได้รับสิ่งอุปกรณ์ประจำตัว เช่น เครื่องแบบตั้งแต่ยามปกติ ให้นำไปเก็บไว้ที่บ้าน

2.6.5 บริษัท ห้างร้าน จะได้รับเงินคืนจากระบบประกันสังคม ซึ่งกำลังพลสำรองทุกคนเป็นสมาชิกอยู่

 

3. ระบบกำลังสำรองประเทศเยอรมัน

3.1 ระบบการผลิตกำลังพลสำรอง

3.1.1 พลทหารกองหนุน ใช้การเกณฑ์ทหารตามระบบบังคับเช่นเดียวกับไทย ชายเยอรมันอายุ 18 ปีบริบูรณ์จะถูกเรียกเกณฑ์เข้ารับราชการในกองประจำการ 15 เดือน แล้วปลดเป็นกองหนุน

3.1.2 นายทหารประทวนกองหนุน คัดเลือกจากทหารกองประจำการโดยผ่านหลักสูตรที่กำหนดและทำการฝึกศึกษาต่อประมาณ 6 เดือน

3.1.3 นายทหารสัญญาบัตรกองหนุนคัดเลือกจากนายทหารประทวนเข้ารับการฝึกศึกษาตามหลักสูตรที่กำหนดประมาณ 6 – 7 เดือน

3.2 ระบบการควบคุมกำลังพลสำรอง โดย

3.2.1 กฏหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่ง

3.2.2 เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของหน่วยปกครองพื้นที่ (มทบ.,จทบ.) และกองทัพบก ด้วยการประสานและช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนของกระทรวงมหาดไทย

3.2.3 แบ่งกำลังพลสำรองเป็นประเภท 3 ประเภท

3.2.3.1 กำลังพลสำรองพร้อมรบ คือ ทหารกองประจำการที่ปลดประจำการ 1 ปี (12 เดือน)

3.2.3.2 กำลังพลสำรองเตรียมพร้อม คือ ทหารที่ปลดประจำการแล้ว 6 – 8 ปี

3.2.3.3 กำลังพลสำรองทั่วไป คือ ทหารกองหนุนที่มีอายุไม่เกิน 45 ปีบริบูรณ์

3.3 ระบบการเรียกพลหรือระดมพล

3.3.1 เนื่องจากเป็นประเทศในกลุ่มนาโต้ที่เผชิญหน้ากับวัยคุมคามต่าง ๆ จึงใช้ยุทธศาสตร์ตั้งรับในเขตหน้า จำเป็นต้องใช้ระบบกำลังสำรองที่มีประสิทธิภาพ สามารถระดมสรรพกำลังเพื่อป้องกันประเทศได้อย่างรวดเร็วและทันเวลา ดังนั้นในยามฉุกเฉินสามารถเรียกพลให้พร้อมรบได้ใน 72 ช.ม.

3.3.2 หน่วย จทบ. เป็นหน่วยดำเนินการเรียกพล โดยมี มทบ. และ จทบ.สย.ร่วมรับผิดชอบ

3.3.3 แบ่งพื้นที่ระดมพลออกเป็น 9 ภาค ทั่วประเทศ

3.3.4 ในยามปกติใช้ออกคำสั่งล่วงหน้าเป็นรหัสก่อนประมาท 6 เดือน

3.3.5 ในยามสงครามหรือฉุกเฉิน จะใช้ประกาสระดมโดยมีรหัสที่สอดคล้องกับแบบของการระดมพลที่กำหนดไว้ (ประมาณ 8 แบบ) โดยกำลังพลสำรองจะไปรายตัวที่ศูนย์รับพลซึ่งเป็นสถานีรวมพล ตามวัน เวลา ที่กำหนด

3.3.6 การเรียกพลหรือระดมพล จะเรียกอะไหล่ไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ รวมเรียก 110 เปอร์เซ็นต์

3.4 ระบบการฝึกศึกษากำลังพลสำรอง

3.4.1 การฝึกจะกระทำเป็นบุคคลและหน่วย (ระดับกองร้อย)

3.4.1.1 ฝึกเป็นบุคคลปีละ 28 วัน

3.4.1.2 ฝึกการระดมพลเป็นหน่วย 6 -12 วัน

3.4.1.3 ฝึกความพร้อมรบ ระยะเวลา 3 วัน โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า

3.4.1.4 ฝึกระดมทรัพยากร ระยะเวลา 3 วัน โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า

3.4.2 การฝึกระดับกองพัน ไม่กระทำทุกปี เนื่องจากงบประมาณจำกัด ใช้เวลาฝึก 12 วัน

3.4.3 การฝึกระดับสูงกว่ากองพัน กระทำในลักษณะการฝึกปัญหาที่บังคับการ

3.4.4 กำลังพลสำรองจะได้รับการฝึกตลอดระยะเวลาที่เป็นกำลังพลสำรองของหน่วยหรือจนกว่าจะพ้นราชการ

3.5 ระบบการบรรจุและการใช้กำลังพลสำรอง

3.5.1 กำลังประจำการ (กองทัพบกสนาม) จะบรรจุกำลังพลทหารประจำการ ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือบรรจุกำลังพลสำรอง

3.5.2 กำลังกองทัพภาค จะบรรจุกำลังประจำการให้กับกองพลน้อยเก็บรักษายุทโธปกรณ์ 18 – 85 เปอร์เซ็นต์ และสำหรับกองพลน้อยป้องกันภายในบรรจุกำลังประจำการประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

3.5.3 กำหนดใช้กำลังประจำการและกำลังพลสำรองลดหลั่นตามลำดับจากเขตหลังไปเขตหน้า เช่น ในเขตหน้า บรรจุกำลังประจำการประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และในเขตหลังบรรจุกำลังประจำการ 10 เปอร์เซ็นต์

3.5.4 สามารถขยายกำลัง เป็น 3 เท่า (ประมาณ 1 ล้านคน ในยามสงคราม)

3.6 สิทธิและผลประโยชน์ของกำลังพลสำรอง

3.6.1 ได้รับเลื่อนยศ เลื่อนฐานะตามผลการศึกษาและผลการปฏิบัติงานโดยมีประสบการณ์ในห้วงเวลาเป็นมูลฐานในการพิจารณา

3.6.2 ได้รับเบี้ยเลี้ยงในห้วงเวลาที่เข้าทำการฝึกในอัตราเบี้ยเลี้ยงสนาม

 

4. ระบบกำลังสำรองประเทศออสเตรเลีย

4.1 ระบบการผลิตกำลังพลสำรองใช้ระบบอาสาสมัคร

4.1.1 พลทหารกองหนุน ทำการผลิตโดยหน่วยฝึกทั่วประเทศ เป็นการฝึกพื้นฐานและฝึกชกท. ขั้นต้นของแต่ละคน โดยรับกำลังพลสำรองอายุ 17 – 24 ปี

4.1.2 นายทหารประทวนกองหนุน คัดเลือกจากกำลังพลสำรองประเภทพลทหารที่มีผลการปฏิบัติงานดี สามารถเลื่อนยศได้ถึงนายดาบ โดยมีระยะเวลามีการศึกษาตามแนวทางรับราชการตามโรงเรียนเหล่า และหน่วยฝึกอื่น ๆ ในพื้นที่

4.1.3 นายทหารสัญญาบัตรกองหนุน ได้มาจาก 2 แหล่ง คือ การเข้ามาโดยตรงเฉพาะกำลังพลสำรองเหล่าพิเศษ เช่น แพทย์ นักกฏหมาย (ก่อนบรรจุต้องอบรม 14 วัน) และได้มาจากหน่วยฝึกนักเรียนนายทหาร หรืออบรมฝึกมหาวิทยาลัย ระยะเวลาศึกษา 3 ปี ซึ่งมีอยู่ 8 แห่ง ทั่วประเทศ

4.2 ระบบการควบคุมกำลังพลสำรอง

4.2.1 มทบ.ต่าง ๆ รวม 7 มทบ. มีหน้าที่ควบคุมกำลังพลสำรองในพื้นที่

4.2.2  แบ่งประเภทกำลังพลสำรอง เป็น

4.2.2.1 ACTIVE ARMY RESERVE คล้ายคลึงกับกำลังพลสำรองพร้อมรบและกำลังพลสำรองเตรียมพร้อมของไทย

4.2.2.2 INACTIVE ARMY RESERVE คล้ายคลึงกับกำลังพลสำรองทั่วไปของไทย

4.2.3 หน่วยทหารทีมีกำลังพลสำรองบรรจุอยู่เป็นผู้ควบคุมกำลังพลของตนโดยใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง

4.2.4 ใช้บัญชีบรรจุกำลังและปรับให้ทันสมัยตลอดเวลา

4.3 ระบบการเรียกพลหรือระดมพล

4.3.1 เนื่องจากออสเตรเลียลักษณะพื้นที่เป็นเกาะขนาดใหญ่ห่างไกลจากภัยคุกคามและไม่มีสถานการณ์เร่งด่วนในการป้องกันประเทศเหมือนประเทศอื่น จึงมีเวลาเตรียมการมากและไม่ได้กำหนดเวลาในการระดมพล

4.3.2 อย่างไรก็ตาม กห.อต.ได้กำหนดไว้ ทบ.อต.ดำเนินการในเรื่องการระดมพลและมีแผนขยายกำลังยามสงครามอย่างมีขั้นตอน

4.4 ระบบการฝึกศึกษากำลังพลสำรอง

4.4.1 มีสถานที่ฝึกกำลังพลสำรองทั่วประเทศประมาณ 259 แห่ง (บางแห่งให้เช่า)

4.4.2 ใช้เวลาในวันหยุด ประกอบด้วยการฝึก ชกท. ฝึกเป็นบุคคลฝึกเป็นหน่วยรวมฝึกปีละประมาณ 26 วัน แยกเป็นการฝึกภาคสนาม 14 วัน (ต่อเนื่อง) การฝึกเวลากลางคืนและการฝึกร่วมกับกำลังประจำการเป็นครั้งคราว

4.4.3 ฝึกเพื่อเลื่อนยศตามแนวทางรับราชการนายทหารสัญญาบัตร ในหลักสูตรต่าง ๆ จนถึงระดับ โรงเรียเสนาธิการทหาร (รร.เสธ.ทบ.) วิทยาลัยการทัพบก (วทบ.) และ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)

4.5 ระบบการบรรจุและการใช้กำลังพลสำรอง

4.5.1 ประกอบด้วยกำลังประจำการและกำลังพลสำรอง โดยมีกำลังพลสำรองประมาณ 3 ใน 4 ของกำลัง ทบ.อต.

4.5.2 ทบ.อต.มี 3 กองพล ประกอบด้วยกองพล 1 (ประจำการ) ส่วนกองพล 2,3 เป็ฯกองพลที่ประกอบด้วยกำลังพลสำรองเกือบทั้งหน่วย (90 เปอร์เซ็นต์เป็นกำลังพลสำรอง)

4.5.3 ในส่วนของ พล.1 มีบางหน่วยเป็นหน่วยที่ประกอบด้วยกำลังพลสำรองเกือบทั้งหน่วย

4.5.4 ในส่วนของ พล.2 และ พล.3 มีกำลังพลประจำการโครงจำนวนหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือหน่วยให้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ด้วยความเรียบร้อย

4.6 สิทธิและผลประโยชน์ของกำลังพลสำรอง

4.6.1 ได้รับเบี้ยเลี้ยงในช่วงที่เข้ารับการฝึกหรือเรียกเข้าประจำการตามชั้นยศนั้น ๆ โดยได้ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ของกำลังประจำการ

4.6.2 ได้รับสิทธิค่าเดินทาง ค่าพาหนะเหมาจ่าย ค่าเช่าที่พักชั่วคราวระหว่างเข้ารับการฝึก

4.6.3 ได้รับการแจกจ่ายเครื่องแต่งกายเช่นเดียวกับกำลังประจำการ

4.6.4 ปฏิบัติงานนอกประเทศได้รับสิทธิเช่นเดียวกับกำลังประจำการ

4.6.5 กำลังพลสำรองพร้อมรบ ได้รับการลดหย่อนภาษีรายได้ (ตั้งแต่ 1987)

4.6.6 ได้รับการเลื่อนยศสูงขึ้นตามแนวทางรับราชการ นายทหารประทวนถึงนายดาบ และนายทหารสัญญาบัตรถึง พล.ต. โดยให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพล และ เจ้ากรมการกำลังสำรองทหารบก (ผบ.พล.2,พล.3 และ จก.กสร.ทบ.อต.)

 

5. ระบบกำลังสำรองประเทศอังกฤษ

5.1 ระบบการผลิตกำลังพลสำรอง

5.1.1 กำลังสำรองอาสาสมัคร (Volunteer Reserves) ได้แก่ กองรักษาดินแดน ทบ. (Teritorial Army – TA)

5.1.1.1พลทหารกองหนุน (TA กลุ่ม A/B) - หน่วยอิสระ (หน่วยระดับกองพันถึงหมวด) รับสมัครจากพลเรือนในพื้นที่ ฝึกเบื้องต้น 15 วันในที่ตั้ง (ต่อเนื่อง) นอกที่ตั้ง 16 วัน - หน่วยชำนาญการพิเศษ รับสมัครจากอาสาสมัครที่มีทักษะทางพลเรือนฝึกเบื้องต้น 15 วันในพื้นที่ และ 4 วันนอกที่ตั้ง

5.1.1.2 นายทหารประทวนกองหนุน (TA กลุ่ม A/B) ได้รับการคัดเลือกเลื่อนฐานะมาจากพลทหารกองหนุน โดยสำเร็จหลักสูตรที่กำหนด

5.1.1.3 นายทหารสัญญาบัตรกองหนุน (TA กลุ่ม A/B) ได้มาจาก นักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) ในมหาวิทยาลัย (Officer Training Corps ( OTC ) มีอยู่ทั้งสิ้น 19 หน่วย สำเร็จการศึกษาจะได้รับการแต่งตั้งยศ เป็น ว่าที่ ร.ต. โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เช่นเดียวกับประเทศไทย และพระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานยศโปรดเกล้าฯ เป็น ร.ต. เหมือนกับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รร.จปร.) โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ  ในประเทศไทย

5.1.2 กำลังสำรองบุคคล (Individual Reserve)

5.1.2.1 พลทหารกองหนุนได้มาจากพลทหารที่ปลดจากประจำการ ซึ่งอยู่ในราชการไม่ครบกำหนดและต้องอยู่ในสถานะ Regular Reserve Section A จนครบ 12 ปี

5.1.2.2 นายทหารประทวนกองหนุนได้มาจากกำลังพลประจำการไม่ครบกำหนดและจะต้องอยู่ในสถานะ Regular Reserve Section A จนครบ 12 ปี

5.1.2.3 นายทหารสัญญาบัตรกองหนุน Regular Army Reserve of Officer) ได้จากการโอนมาจาก Regular Army, TA และ Royal Irish Regiment

5.2 ระบบการควบคุมกำลังพลสำรอง

5.2.1 กำลังพลสำรองแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

5.2.1.1 กำลังพลสำรองอาสาสมัคร (Volunteer Reserve) ได้แก่ กองกำลังรักษาดินแดน ทบ. (Territorial Army – TA) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

5.2.1.1.1 กำลังสำรองรักษาดินแดน กลุ่ม A คือกำลังพลสำรองที่บรรจุในหน่วยต่าง ๆ

- หน่วยอิสระ (ระดับกองพันถึงระดับหมวด)

- หน่วยชำนาญการพิเศษ

5.2.1.1.2 กำลังสำรองรักษาดินแดน กลุ่ม B คือ กำลังพลสำรองทั่วไปของกำลังรักษาดินแดนที่ไม่ได้บรรจุในหน่วย

5.2.2 กำลังพลสำรองเป็นบุคคล ประกอยด้วย

5.2.2.1 Regular Reserve

5.2.2.1.1 นายทหารสัญญาบัตรกองหนุน (Regular Army Reserve of Officer) (RARO) คือ นายทหารสัญญาบัตรที่โอนมาจากประจำการ (Regular Army) กองกำลังรักษาดินแดน (TA) และกรมทหารไอริช (Royal Irish Regiment)

5.2.2.1.2 นายทหารประทวนกองหนุน คือ กำลังพลสำรองที่รับราชการไม่ครบ 12 ปี และจะต้องอยู่ใน Section A จนกว่าจะครบ 12 ปี

5.2.2.1.3 พลทหารกองหนุน คือ กำลังพลสำรองที่ปลดจากกองประจำการ และต้องอยู่ใน Section A จนครบ 12 ปี

5.2.2.2 Long Term Reserve (LTR) คือ กำลังพลสำรองที่ปลดจากประจำการและปลดจาก Regular Reserve Section A และจะเป็น LTR จนถึงอายุ 45 ปี

5.2.2.3 Army Pensioners คือ กำลังพลสำรองที่เกษียณอายุราชการ และรับบำนาญจาก ทบ.จะเป็นกำลังพลสำรองประเภทนี้จนถึงอายุ 60 ปี

5.2.3 การควบคุมทางบัญชี

5.2.3.1 กำลังพลสำรองรักษาดินแดนที่บรรจุในหน่วยกำลังสำรองรักษาดินแดน (TA) หน่วยรับการบรรจุ (Central Volunteer Headquars - CVHQ)

5.2.3.2 กำลังสำรองประเภทบุคคล ควบคุมโดยหน่วยส่วนกลาง

5.3 ระบบการฝึกศึกษา

5.3.1 ฝึกเบื้องต้น - ฝึกเบื้องต้น 15 วัน - ฝึกในสนาม 16 วัน

5.3.2 ฝึกตามวงรอบประจำปี

5.3.2.1 กำลังสำรองรักษาดินแดน (TA)

- หน่วยอิสระ ฝึกประจำปีในที่ตั้งอย่างน้อย 12 วัน (ไม่ต่อเนื่อง) และฝึกภาคสนาม 15 วัน (ต่อเนื่อง)

- หน่วยชำนาญการพิเศษ ฝึกประจำปีในที่ตั้ง 15 วัน (ต่อเนื่อง) และฝึกภาคสนาม 4 วัน

5.3.2.2 กำลังสำรองบุคคล

5.3.2.2.1 Regular Reserve ฝึกประจำปี ปีละ 15 วัน

5.3.2.2.2 Longterm Reserve (LTR) ปกติไม่เรียกฝึก

5.3.2.2.3 Army Pensioners ไม่เรียกฝึก

5.3.3 ฝึกศึกษาตามแนวทางรับราชการตามความสมัครใจของแต่ละคน

5.4 ระบบการบรรจุและการใช้

5.4.1 กองกำลังรักษาดินแดน (TA)

5.4.1.1 กองกำลังรักษาดินแดน ทบ. (TA) ทำหน้าที่เป็นกองหนุนทั่วไป (General Reserve) ของ ทบ.อก.

5.4.1.2 บรรจุกำลังพลประจำการไว้ในหน่วยส่วนหนึ่งประมาณ 3.5% ของอัตราบรรจุเพื่อทำหน้าที่ทางธุรการ และมีลูกจ้างอีกส่วนหนึ่งประมาณ 4.5% ทำหน้าที่บำรุงรักษายุทโธปกรณ์ของหน่วย

5.4.1.3 สถานภาพกองกำลังรักษาดินแดน (TA)

5.4.1.4 การระดมพลจะกระทำตามพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อังกฤษ - จัดตั้งระดมพล รับผิดชอบ ระดมพลในเขตพื้นที่

- แจกจ่ายเครื่องแบบ และเอกสารระดมพลไว้ตั้งแต่ยามปกติ

5.5 สิทธิและผลประโยชน์ของกำลังพลสำรอง

5.5.1กำลังพลสำรองมีสิทธิสมัครเข้ารับราชการครั้งแรกเป็นระยะเวลา 3 ปี และอาจสมัครต่อไป ครั้งละ 2 – 4 ปี

5.5.2 ในระหว่างการฝึกจะได้รับเงินค่าตอบแทนประจำวัน ค่าเดินทางและเงินโบนัส

 

6. ระบบกำลังสำรองประเทศสิงคโปร์

6.1 ระบบการผลิตกำลังสำรองใช้กฎหมายบังคับ

6.1.1 ชายทุกคนต้องเป็นทหาร โดยหญิงเข้ามีส่วนร่วมในการป้องกันประเทศ ดังนั้นชายอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ต้องรับใช้ชาติแบบใดแบบหนึ่ง คือ ทหารประจำการ สมาชิกกองกำลังป้องกันประชาชน หรือสมาชิกหน่วยระวังเหตุ หรือ ตำรวจพิเศษ

6.1.2 การเข้ารับราชการทหาร หมายถึง ผู้ที่ถูกเรียกเกณฑ์เข้ารับราชการ 2 ปีแล้วปลดเป็นกำลังพลทหารกองหนุน จนถึงอายุ 34 ปี

6.1.3 นายทหารประทวนกองหนุน เข้ารับราชการ 2 ปี 6 เดือน หลังจากหน่วยงานนั้นจะปลดเป็นทหารประทวนกองหนุนจนกระทั่งอายุ 34 ปี

6.1.4 สำหรับผู้ที่ไม่ถูกเรียกเกณฑ์เป็นทหารประจำการ จะต้องปฏิบัติงานในหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งดังนี้ กองกำลังป้องกันประเทศ หน่วยระวังเหตุ หรือฝ่ายตำรวจพิเศษ โดยไม่ต้องอยู่ที่หน่วยเต็มเวลา

6.1.5 นายทหารสัญญาบัตรกองหนุน คัดเลือกจากนายทหารประทวนกองหนุน โดยมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกำหนด

6.2 ระบบควบคุมกำลังพลสำรอง

6.2.1 หน่วยบรรจุกำลังเป็นผู้ควบคุมกำลังพลสำรองในบัญชีบรรจุกำลัง

6.2.2 เตรียมหมายเรียกพลพร้อมส่งได้ทันทีแล้วใส่หีบเก็บไว้ โดยแบ่งพื้นที่ควบคุมเป็น 23 พื้นที่ (ประเทศมีพื้นที่เล็กประมาณ 542 ตารางกิโลเมตร)

6.2.3 ในพื้นที่ควบคุม มีศูนย์รวบรวมกำลังพลสำรองประมาณ 10 – 20 หน่วย มีเจ้าหน้าที่ประจำการ (15 – 20 คน) เพื่อเตรียมการในทางธุรการให้เรียบร้อย

6.2.4 การควบคุมลงไปถึงตำบล ทุกตำบลมีหัวหน้ากลุ่มรับผิดชอบกำลังพลสำรองประมาณ 20 – 30 คน

6.3 ระบบการเรียกพลหรือระดมพล

6.3.1 ตั้งความมุ่งหมายให้กำลังพลสำรองพร้อมรบ ณ ที่ตั้งหน่วย ภายใน 30 ชั่วโมง

6.3.2 วิธีระดมพลมี 2 วิธี คือ แบบไม่เปิดเผย และแบบเผิดเผย (ใช้ระบบอิสราเอล)

6.4 ระบบการฝึกศึกษากำลังพลสำรอง

6.4.1 เข้ารับการฝึกทบทวนปีละไม่น้อยกว่า 21 วัน

6.4.2 ในห้วงปีแรก จะเข้ารับการฝึก 14 – 21 วัน 1 ครั้ง และเรียกพลเพื่อตวจสอบ 1 ครั้ง

6.4.3 ในระยะเวลาที่เป็นกำลังพลสำรองของหน่วย 13 ปี จะแบ่งการฝึกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ฝึกระดับบุคคลเบื้องต้นหรือฝึกตามตำแหน่งหน้าที่ 4 ปี การฝึกระดับสูงหรือฝึกเป็นหน่วยมีระยะเวลา 9 ปี

6.4.4 ผบ.หน่วยตั้งแต่ ผบ. พันขึ้นไป และฝ่ายอำนวยการ ฝอ. ถูกเรียกฝึกเพิ่มเติมไม่น้อยกว่าปีละ 2 ครั้ง

6.4.5 กำลังพลสำรองเมื่อครบวาระ 13 ปี ไม่ถูกเรียกอีก แต่เป็นกำลังพลเสริมให้กับหน่วยที่ขาดอัตราได้ทันที

6.4.6 การฝึกระดับกองพัน ความมุ่งหมายในเรื่องผู้นำหน่วยให้สามารถควบคุมการยุทธอย่างมีประสิทธิภาพ

6.4.7 การฝึกระดับกรมและกองทัพในที่ตั้งปกติ 3 วัน ภาคสนาม 5 วัน โดยทำการฝึกพร้อมกันทั้ง 1 กองพันหนุน และ 2 กองพันโครง

6.5 ระบบการบรรจุและการใช้กำลังพลสำรอง

6.5.1 เนื่องจากเป็นประเทศเล็กมีประชากร 3 ล้านคนเศษ เศรษฐกิจดี จึงมีนโยบายป้องกันตนเอง โดยหน่วยงานเวลาข้าศึกให้มากที่สุดจนกว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากภายนอกประเทศ (เครือจักรภพอังกฤษ)

6.5.2 กำลัง 3 กองพล เป็นกำลังประจำการ 1 กองพล (พล.3) กำลังพลสำรอง 2 กองพล (พล.6 และ พล.9)

6.5.3 มี 1 กองพลน้อยยานเกราะ เป็นกำลังประจำการ

6.5.4 หน่วยสนับสนุนการรบต่าง ๆ 17 กองพัน เป็นกำลังพลสำรอง

6.5.5 พล.6 และ พล.9 บรรจุกำลังประจำการเฉพาะนายทหารที่สำคัญ ๆ เพื่อให้สามารถดำเนินการฝึกได้ตามกำหนด

6.5.6 บรรจุอยู่ในระบบกำลังสำรอง ดังนี้

6.5.6.1 พลทหาร และนายทหารประทวนกองหนุน อายุประมาณ 34 ปี เมื่อฝึกครบวาระ 13 ปี หลังจากนั้นเป็นกำลังสำรองเสริมให้กับหน่วยที่ขาดอัตรา

6.5.6.2 นายทหารสัญญาบัตรกองหนุน อายุประมาณ 40 – 50 ปี (ตามชั้นยศ ถึง พล.ต.)

6.6 สิทธิและผลประโยชน์ของกำลังพลสำรอง

6.6.1 กำลังพลสำรองที่มีชื่อบรรจุในหน่วยและถูกเรียกเข้ารับการฝึกประจำปี จะได้รับสิทธิพิเศษในการบรรจุตำแหน่งงานในวงการพลเรือนก่อนผู้อื่น

6.6.2 ระหว่างถูกเรียกพล รัฐบาลออกค่าฝึกงานให้เจ้าของกิจการหรือนายจ้างของกำลังพลสำรอง เป็นเวลา 2 ปี

6.6.3 ได้รับเบี้ยเลี้ยงระหว่างเข้ารับการเรียกพล

7. ระบบกำลังสำรองประเทศจีน

ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีกำลังพลสำรองที่มีประสิทธิภาพมาก สามารถระดมพลได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการต่างๆ เช่น แผ่นดินใหว อุทกภัย ทางรัฐบาลจีนจะระดมพลกำลังพลสำรองที่ประจำอยู่ในพื้นที่เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนทันที เพราะประเทศจีนได้จัดกำลังพลสำรองไว้ใน 1 อำเภอจะมี 1 กองพันประชาชน ส่วนอาวุธต่างๆ จะอยู่ในหน่วยทหารใกล้เคียง พร้อมดำเนินกลยุทธ์ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ข้อเสนอระบบกำลังสำรองในประเทศไทย

รัฐบาลและกองทัพควรให้ความสำคัญกับระบบกำลังสำรองในประเทศไทยอย่างจริงจัง เพราะหลายประเทศได้พัฒนาระบบกำลังสำรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนประเทศไทยกำลังพลสำรอง ประชาชนทั่วไปแทบไม่รู้จักเลย แม้ว่าจะมีกำลังพลสำรองมานานแต่จำกัดอยู่ในวงแคบ เท่านั้น รวมทั้งขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประเทศไทยมีกำลังพลสำรอง 3 ประเภท

1. กำลังพลสำรองพร้อมรบ หรือ กำลังพลสำรองประจำการ เป็นกำลังพลของหน่วยรบหลัก ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับกำลังพลประจำการทันที่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือประกาศกฏอัยการศึก (ติดเครื่องหมายเช่นเดียวกับกำลังพลประจำการ ตามหน่วยตนเองสังกัด พัน.ร, พัน.ม, พัน.ป, เป็นต้น ชั้นนายร้อย อายุไม่เกิน 45 ปี ชั้นนายพัน อายุไม่เกิน 50 ปี ชั้นพันเอก นายพล อายุไม่เกิน 55 ปี )

2.  กำลังพลสำรองเตรียมพร้อม หรือ กำลังพลสำรองปลดประจำการ เป็นกำลังพลสำรองที่ปลดมาจากกำลังพลสำรองพร้อมรบ หรือกำลังพลสำรองประจำการ ไว้เป็นกำลังทดแทนกำลังประจำการและกำลังสำรองประจำการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือประกาศกฏอัยการศึก (ติดเครื่องหมาย นก. ชั้นนายร้อย อายุเกิน 45 ปี  ชั้นนายพัน อายุเกิน 50 ปี  ชั้นพันเอกและนายพล อายุเกิน 55 ปี)

3.  กำลังพลสำรองทั่วไป เป็นกำลังพลสำรองที่ไว้ใช้ในยามสงคราม ซึ่งยังไม่เคยได้รับการฝึกในหน่วยระดับ หมู่ ตอน หมวด กองร้อย กองพัน กรมผสม และระดับกองพลทหารราบดำเนินกลยุทธ ดังนั้นกำลังพลสำรองทั่วไปเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือประกาศกฎอัยการศึกจะต้องเข้ารับการฝึกจาก กองพันฝึกกำลังทดแทน ของหน่วยในพื้นที่จากวันเตรียมพล 90 วัน (ต.+90 วัน) จึงจะสามารถทำการรบได้ เพื่อไว้เป็นกำลังทดแทนการสูญเสีย ให้กับกำลังพลประจำการ กำลังพลสำรองพร้อมรบ และกำลังพลสำรองเตรียมพร้อม หรือเพื่อการขยายกำลังของหน่วย  และตั้งหน่วยใหม่ในยามสงคราม โดยปกติประเทศไทยกำลังพลสำรองทั่วไปจะมีอยู่เป็นจำนวนมากที่มาจากนักศึกษาวิชาทหารทุกชั้นปี และไม่ได้รับการบรรจุเป็นกำลังพลสำรองพร้อมรบ หรือกำลังพลสำรองประจำการ  เนื่องจากงบประมาณและความจำเป็นของกองทัพ (ติดเครื่องหมาย นก.)

ดังนั้นควรเผยแพร่บทบาทของกำลังพลสำรองในปัจจุบัน รวมทั้งพัฒนาระบบกำลังสำรองอย่างจริงจัง ให้ทุกหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปทราบ เพราะปัจจุบันกำลังพลสำรอง ได้ทำงานอยู่ในหน่วยงานต่างๆ ทุกหน่วยทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่ระดับพนักงาน จนถึง ผู้บริหารระดับสูง และมีความชำนาญในทุกๆ ด้านต่างกัน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

"ดังนั้นระบบกำลังสำรองของไทยควรพัฒนามากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้"

ย้อนกลับ

ชมรมการกำลังสำรองแห่งประเทศไทย